เรื่อง นำส่งงบการเงินประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2553
เรียน กรรมการ และผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัทฯ ขอนำส่งงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะบริษัทระหว่างกาลของบริษัท
สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประจำไตรมาสที่ 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553
ซึ่งสอบทานโดยผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ แล้ว
รายได้
ในไตรมาส 2 บริษัทฯ มียอดรายได้รวมจำนวน 21,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในอัตรา
ร้อยละ 14.3 จากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาสหนึ่งของปีนี้ใน
อัตราร้อยละ 1.2% การเติบโตของรายได้รวมเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายของ
แม็คโครสาขาเดิม (41 สาขา) และยอดขายจากสาขาใหม่ ซึ่งเปิดตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2552
จนถึงสิ้นสุดไตรมาส 2 ของปีนี้ จำนวน 6 สาขา (บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 2 นี้เพิ่ม
2 สาขาได้แก่สาขาที่ 46 กาญจนบุรี และสาขาที่ 47 ลพบุรี)
กำไรขั้นต้น
อัตราส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาจากอัตรา
ร้อยละ 6.1 เป็น 7.0 และจำนวนเงินกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.7 เป็นผลมาจาก
สินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.4 จากไตรมาสเดียวกันของ
ปีที่ผ่านมาหรือเพิ่มขึ้นจำนวน 211 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจาก 6 สาขาใหม่จำนวน
120 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายของสาขาเดิมและสำนักงานใหญ่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.1
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น
อัตราร้อยละ 6.3 ขณะที่ปีที่ผ่านมาอยู่ในอัตราร้อยละ 6.0
กำไรสุทธิ
บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักภาษีเงินได้รวมจำนวน 633 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาในอัตรา
ร้อยละ 44.5 สืบเนื่องมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น บริษัทฯ มีกำไร
หลังหักภาษีเงินได้จำนวน 432 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาในอัตราร้อยละ
49.6
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
(นายเจริญ อัศวจารุเกษม)
ผู้จัดการฝ่ายประสานงานตลาดหลักทรัพย์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โฮมโปรลุยผุดสาขาต่างประเทศปีหน้า
โฮมโปรย้ำปีหน้าชัดแน่ แผนผุดสาขาต่างประเทศ คาดประเดิมมาเลเซียแห่งแรก ก่อนยึดทั่วอาเซียนรับเปิดการค้าเสรี
นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์หรือโฮมโปร ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยว่าแผนการขยายสาขาในต่างประเทศรับกับการเปิดเสรีการค้านั้นจะชัดเจนในปีหน้า โดยจะเริ่มไปเปิดตลาด ที่ประเทศอมาเลเซีย เป็นแห่งแรก เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ารายได้ประชากรต่อหัวสูงกว่าคนไทยถึง 1 เท่าตัว โดยมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ประชากรไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้การเข้าไปจะเป็นลักษณะการร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมทุน ซึ่งลักษณะของศูนย์ที่จะก่อสร้างนั้นจะมีรูปแบบใกล้เคียงกับในเมืองไทยที่ใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อแห่งอยู่ที่ 5,000 ตารางเมตร หากเป็นการลงทุนต่อแห่งในเมืองไทยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แต่หากเป็นในต่างประเทศอาจจะต้องใช้มากกว่า
“เท่าที่ได้ศึกษาพบว่า ธุรกิจรูปแบบโฮมโปร ในประเทศเพื่อนบ้านนั้นยังมีไม่มาก หากเข้าไปก็ต้องศึกษาในเรื่องของผังเมือง ให้ดี แต่เท่าที่ศึกษาเรื่องกฎหมายที่ดินในมาเลเซียนั้นมีสัญญาการเช่าที่ดินนั้นระยะยาวนานถึง 99 ปี”นายคุณวุฒิกล่าว
สำหรับแหล่งเงินทุนที่จะใช้ขยายสาขานั้นจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปินส์ และอินโดนีเซีย
นายคุณวุฒิ กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาโฮมโปรใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่บริเวณถ.ร่มเกล้า, ถ.ลำลูกกาคลอง 6 และจ. นครศรีธรรมราช ใช้เงินลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีสาขาครบ 40 แห่ง ส่วนในปีหน้าตั้งเป้าจะขยายสาขาใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 4 แห่ง โดยจะเน้นไปยังต่างจังหวัดในพื้นที่หัวเมืองรอง ขณะเดียวกันบริษัทฯจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าประเภทเฮ้าส์แบรนด์มากขึ้นจากปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วน 16% และจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2-3% และจะพยายามรักษาสัดส่วนการขายเฮ้าส์แบรนด์ไว้ไม่ให้เกิน 25% ซึ่งสินค้าเฮ้าส์แบรนด์สามารถทำกำไรได้สูงถึง 30%
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้นมาก และพฤติกรรมผู้บริโภคกล้าจับจ่ายใช้สอยสินค้าตกแต่งบ้านมากขึ้น โดยในครึ่งปีแรก บริษัทตั้งเป้ากำไรโต 15% แต่เติบโตถึง 45% ขณะที่เป้ารายได้ตั้งเป้าเติบโต10% แต่ครึ่งปีแรกรายได้เติบโตถึง 20%
ที่มา : http://www.posttoday.com/ข่าว/ธุรกิจ-ตลาด/43643/โฮมโปรลุยผุดสาขาต่างประเทศปีหน้า
นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์หรือโฮมโปร ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยว่าแผนการขยายสาขาในต่างประเทศรับกับการเปิดเสรีการค้านั้นจะชัดเจนในปีหน้า โดยจะเริ่มไปเปิดตลาด ที่ประเทศอมาเลเซีย เป็นแห่งแรก เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ารายได้ประชากรต่อหัวสูงกว่าคนไทยถึง 1 เท่าตัว โดยมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ประชากรไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้การเข้าไปจะเป็นลักษณะการร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมทุน ซึ่งลักษณะของศูนย์ที่จะก่อสร้างนั้นจะมีรูปแบบใกล้เคียงกับในเมืองไทยที่ใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อแห่งอยู่ที่ 5,000 ตารางเมตร หากเป็นการลงทุนต่อแห่งในเมืองไทยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท แต่หากเป็นในต่างประเทศอาจจะต้องใช้มากกว่า
“เท่าที่ได้ศึกษาพบว่า ธุรกิจรูปแบบโฮมโปร ในประเทศเพื่อนบ้านนั้นยังมีไม่มาก หากเข้าไปก็ต้องศึกษาในเรื่องของผังเมือง ให้ดี แต่เท่าที่ศึกษาเรื่องกฎหมายที่ดินในมาเลเซียนั้นมีสัญญาการเช่าที่ดินนั้นระยะยาวนานถึง 99 ปี”นายคุณวุฒิกล่าว
สำหรับแหล่งเงินทุนที่จะใช้ขยายสาขานั้นจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปินส์ และอินโดนีเซีย
นายคุณวุฒิ กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาโฮมโปรใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่บริเวณถ.ร่มเกล้า, ถ.ลำลูกกาคลอง 6 และจ. นครศรีธรรมราช ใช้เงินลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีสาขาครบ 40 แห่ง ส่วนในปีหน้าตั้งเป้าจะขยายสาขาใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 4 แห่ง โดยจะเน้นไปยังต่างจังหวัดในพื้นที่หัวเมืองรอง ขณะเดียวกันบริษัทฯจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าประเภทเฮ้าส์แบรนด์มากขึ้นจากปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วน 16% และจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2-3% และจะพยายามรักษาสัดส่วนการขายเฮ้าส์แบรนด์ไว้ไม่ให้เกิน 25% ซึ่งสินค้าเฮ้าส์แบรนด์สามารถทำกำไรได้สูงถึง 30%
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้นมาก และพฤติกรรมผู้บริโภคกล้าจับจ่ายใช้สอยสินค้าตกแต่งบ้านมากขึ้น โดยในครึ่งปีแรก บริษัทตั้งเป้ากำไรโต 15% แต่เติบโตถึง 45% ขณะที่เป้ารายได้ตั้งเป้าเติบโต10% แต่ครึ่งปีแรกรายได้เติบโตถึง 20%
ที่มา : http://www.posttoday.com/ข่าว/ธุรกิจ-ตลาด/43643/โฮมโปรลุยผุดสาขาต่างประเทศปีหน้า
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
AEONTS กลัวแม่ดุไม่ขอพูดเรื่องซื้อคาร์ฟูร์ ยอมรับบริษัทแม่เคยเทกโอเวอร์คาร์ฟูร์ญี่ปุ่น
AEONTS ปิดปากเงียบไม่กล้าออกความเห็นจะซื้อคาร์ฟูร์หรือไม่ แต่ยอมรับบริษัทแม่เคยเทกโอเวอร์คาร์ฟูร์ญี่ปุ่น ส่วนผลงาน Q2/53 (สิ้นสุด ส.ค.)แจ่ม ยอดสินเชื่อโต รับผลดีกำลังซื้อฟื้น มั่นใจรายได้ปีงบการเงิน 53 โต 10% การเมืองไม่ส่งผลกระทบ
แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS กล่าวกับ eFinanceThai.com ถึงกรณี คาร์ฟูร์ เครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และรายใหญ่สุดของทวีปยุโรปเล็งขายกิจการห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยว่า โดยส่วนตัวไม่ทราบเรื่อง เพราะตามนโยบายแล้ว AEONTS เป็นเพียงบริษัทลูกของบริษัทอิออนในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตบริษัทอิออนในประเทศญี่ปุ่นเคยได้เข้าไปเทกโอเวอร์คาร์ฟูร์ในญี่ปุ่นมาแล้ว
'กรณีคาร์ฟูร์เล็งขายกิจการในไทยนั้น เราไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะคงต้องขึ้นอยู่กับบอร์ดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทอิออนในไทยเป็นเพียงบริษัทลูกของบริษัทอิออนในญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ และบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทลูกของบริษัทอิออนในญี่ปุ่นอีกทีหนึ่ง ซึ่งหากบริษัทแม่มีความต้องการที่จะเข้าซื้อจริงเราก็ไม่สามารถที่จะทราบเรื่องได้ ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการใหญ่' แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2553 (มิ.ย.-ส.ค.) เติบโตดีกว่าไตรมาส 2/2552 เพราะในปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและนอกประเทศดูดีกว่าในปีก่อน โดยยอมรับว่าในปีก่อนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น แต่พบว่าตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่ผ่านมาสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีทิศทางที่ดีอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราหนี้เสียก็ลดลงทำให้บริษัทฯ มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับมา โดยในช่วงที่ผ่านมาในเดือนมิ.ย.พบว่ายอดขายดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งไตรมาสผลประกอบการมีโอกาสที่จะเติบโตดี
'ในช่วงเดือนเม.ย.เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองทำให้มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น เพราะจากความกังวลทำให้ผู้บริโภคตุนสินค้าเก็บไว้บริโภค แต่หลังจากเหตุการณ์สงบยอดการใช้จ่ายอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่เริ่มเห็นยอดการใช้จ่ายกลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว' แหล่งข่าวกล่าว
อนึ่ง ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 บริษัทฯ มีจำนวนลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่นๆ ถึง 5.57 ล้านบัตร เพิ่มขึ้น 94,000 บัตรจากสิ้นปีก่อน แบ่งเป็นบัตรเครดิต 1.87 ล้านบัตร และบัตรสมาชิก 3.70 ล้านบัตร ในส่วนเครือข่ายของบริษัทฯ ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 79 สาขา และเครื่องเบิกและชำระเงินสดอัตโนมัติ (ATMs) จำนวน 317 เครื่อง
ขณะที่คาดการณ์รายได้ปีงบการเงิน 53 (สิ้นสุด 20 ก.พ. 2554) เติบโต 10% จากปีก่อน เพราะพิจารณาจากยอดการจับจ่ายผ่านบัตรในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ มากนัก แม้บริษัทฯ จะมีตู้ ATM จำนวน 1 เครื่องที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้ แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่าตัวเครื่องและธนบัตรในตู้ยังปลอดภัย ประกอบกับด้วยสาขาที่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้สามารถที่จะดำเนินธุรกรรมให้กับลูกค้าได้ตามปกติ
นอกจากนี้บริษัทมีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดที่ 52% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรที่ในช่วงที่ผ่านมาราคาขยับขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้นจากวิกฤตภัยแล้ง ทำให้บริษัทได้รับผลดีไปด้วย
ทั้งนี้เมื่อเวลา 12.10น. ราคาหุ้น AEONTS อยู่ที่ 30.75บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย0.015 ล้านบาท
แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS กล่าวกับ eFinanceThai.com ถึงกรณี คาร์ฟูร์ เครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และรายใหญ่สุดของทวีปยุโรปเล็งขายกิจการห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยว่า โดยส่วนตัวไม่ทราบเรื่อง เพราะตามนโยบายแล้ว AEONTS เป็นเพียงบริษัทลูกของบริษัทอิออนในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตบริษัทอิออนในประเทศญี่ปุ่นเคยได้เข้าไปเทกโอเวอร์คาร์ฟูร์ในญี่ปุ่นมาแล้ว
'กรณีคาร์ฟูร์เล็งขายกิจการในไทยนั้น เราไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะคงต้องขึ้นอยู่กับบอร์ดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทอิออนในไทยเป็นเพียงบริษัทลูกของบริษัทอิออนในญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ และบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทลูกของบริษัทอิออนในญี่ปุ่นอีกทีหนึ่ง ซึ่งหากบริษัทแม่มีความต้องการที่จะเข้าซื้อจริงเราก็ไม่สามารถที่จะทราบเรื่องได้ ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการใหญ่' แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2553 (มิ.ย.-ส.ค.) เติบโตดีกว่าไตรมาส 2/2552 เพราะในปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและนอกประเทศดูดีกว่าในปีก่อน โดยยอมรับว่าในปีก่อนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น แต่พบว่าตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่ผ่านมาสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีทิศทางที่ดีอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราหนี้เสียก็ลดลงทำให้บริษัทฯ มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับมา โดยในช่วงที่ผ่านมาในเดือนมิ.ย.พบว่ายอดขายดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งไตรมาสผลประกอบการมีโอกาสที่จะเติบโตดี
'ในช่วงเดือนเม.ย.เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองทำให้มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น เพราะจากความกังวลทำให้ผู้บริโภคตุนสินค้าเก็บไว้บริโภค แต่หลังจากเหตุการณ์สงบยอดการใช้จ่ายอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่เริ่มเห็นยอดการใช้จ่ายกลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว' แหล่งข่าวกล่าว
อนึ่ง ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 บริษัทฯ มีจำนวนลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่นๆ ถึง 5.57 ล้านบัตร เพิ่มขึ้น 94,000 บัตรจากสิ้นปีก่อน แบ่งเป็นบัตรเครดิต 1.87 ล้านบัตร และบัตรสมาชิก 3.70 ล้านบัตร ในส่วนเครือข่ายของบริษัทฯ ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 79 สาขา และเครื่องเบิกและชำระเงินสดอัตโนมัติ (ATMs) จำนวน 317 เครื่อง
ขณะที่คาดการณ์รายได้ปีงบการเงิน 53 (สิ้นสุด 20 ก.พ. 2554) เติบโต 10% จากปีก่อน เพราะพิจารณาจากยอดการจับจ่ายผ่านบัตรในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ มากนัก แม้บริษัทฯ จะมีตู้ ATM จำนวน 1 เครื่องที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้ แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่าตัวเครื่องและธนบัตรในตู้ยังปลอดภัย ประกอบกับด้วยสาขาที่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้สามารถที่จะดำเนินธุรกรรมให้กับลูกค้าได้ตามปกติ
นอกจากนี้บริษัทมีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดที่ 52% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรที่ในช่วงที่ผ่านมาราคาขยับขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้นจากวิกฤตภัยแล้ง ทำให้บริษัทได้รับผลดีไปด้วย
ทั้งนี้เมื่อเวลา 12.10น. ราคาหุ้น AEONTS อยู่ที่ 30.75บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย0.015 ล้านบาท
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)